วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วิธีรับมือกับ GAT และ PAT
แนะนำให้ทำไว้กันแล้ว ได้เวลาที่จะต้องใช้มันจริงๆแล้วล่ะ ให้เราหาหนังสือที่จำเป็นกับการสอบ แล้วคิดว่า เราจะได้ความรู้จากมันอย่างเต็มที่จริงๆ ส่วนเล่มอื่นเก็บเข้ากรุ เตรียมเอาไปให้รุ่นน้องได้เลย ให้บวกจำนวนหน้าหนังสือทุกเล่ม [ย้ำว่าทุกเล่มที่เราคัดมาแล้วว่าจะอ่าน] จากนั้นก็หารด้วยจำนวนวันที่เหลือ เพื่อหาจำนวนหน้าเฉลี่ยที่จะต้องอ่านให้ได้ภายใน 1 วัน จากนั้นก็ลงมืออ่านได้เลย
2.ทำข้อสอบเก่าเยอะๆ
เป็นสิ่งสำคัญมากๆ หากเราอ่านหนังสืออย่างเดียว โดยไม่ที่ไม่ทำโจทย์ เราก็จะขาดทักษะในการคิดวิเคราะห์ข้อสอบ ไม่รู้จุดหลอก จุดตายในข้อสอบ เวลาสอบอาจจะทำให้เราตายสนิทได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ข้อสอบเก่าๆสำคัญมากๆ หาโหลดได้ตามเว็บไซต์ หรือไม่ก็ซื้อตามร้านขายหนังสือก็ได้ ที่แนะนำก็คือ อย่างน้อยต้อง 10 พ.ศ.ขึ้นไปนะ
3.Short Note
การอ่านหนังสือโดยไม่จดอะไรเลย เหมือนกับการอ่านเชิงรุกอย่างเดียว เพราะฉะนั้น อีกมือหนึ่งควรจดสาระสำคัญไปด้วย เราจะได้ไม่ต้องเมื่อมาเปิดดูในหนังสือใหม่อีกรอบ
4.เรียนกวดวิชา [ในบางกรณี]
ช่วงนี้ใครมีเงินก็คงจะต้องเฮโลไปเรียนกวดวิชากันหมดแหละ ซึ่งจะบอกว่าแพงเอามากๆ แต่ก็คุ้ม ถ้าเรียนแล้วรู้เรื่อง[การศึกษาคือการลงทุนระยะยาวครับ] กวดวิชาแต่ละที่ย่อมมีดีแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น พูดได้คำเดียวว่า ต้องตั้งใจเรียนเท่านั้น มีการบ้านก็ต้องทำ เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาได้รวดเร็ว คนที่อยากเรียน ช่วงนี้น่าจะเรียนคอร์สเอนทรานซ์ได้แล้วนะ
5.ติดตามข่าวสาร
อย่างที่รู้กัน การสอบครั้งนี้เป็นระบบใหม่ เพราะฉะนั้นการติดตามข่าวสารถือว่าสำคัญมากๆ ไม่งั้นเราอาจจะพลาดสิ่งสำคัญบางสิ่งไปโดยที่ไม่รู้ตัว อย่าลืมตามข่าวกันด้วยนะ
6.ยกเลิกการเล่นเกม อินเทอร์เนตไปได้เลย
ตอนนี้เป็นช่วงของการเตรียมตัวสอบแบบเต็มรูปแบบแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้เราอ่านหนังสือไม่ได้ เลิกได้ก็คงต้องเลิกแล้วหล่ะ อินเทอร์เนตคงเปิดได้เฉพาะช่วงทำรายงานเท่านั้น [ฟังดูโหดร้ายดีจัง]
7.เสียสละความสุขส่วนตัว
ดูหนัง ฟังเพลง ไปเที่ยวกับเพื่อน อาจจะต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน เพื่อให้เวลาเราได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่ ถ้าใครขาดไม่ได้ ก็ลดการเที่ยวเล่นให้น้อยลงก็พอ
8.อย่าเรียนพิเศษเพลิน อย่าลืมว่ามีอีกหลายวิชาที่ต้องอ่าน
อย่าเสียเวลาไปกับการเรียนกวดวิชาเพียงวิชาเดียว อย่าลงคอร์สที่ใกล้จะสอบเกินไป เพราะจะทำให้เรามีเวลาอ่านวิชาอื่นน้อยลง อย่าคิดว่า ลงเรียนทุกวิชาแล้วมันจะได้ผล เพราะอาจจะทำได้ไม่ดีทั้งหมด ร่ายกายเราจะล้าเกินไป
9.ผลัดกันติวกับเพื่อน
เราจะได้ทราบความคิดเห็นที่แตกต่างของเพื่อนเรา บางทีเพื่อนอาจจะรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ เราจะได้ไม่ไปพลาดในห้องสอบไงล่ะครับ อาจจะมีวันพิเศษ พลัดกันติวภายในห้องก็ได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ดีมากๆเลย
10.หมั่นทบทวนความรู้อยู่เสมอ
ว่างๆก็อาจจะนำวิชาที่ตัวเอง Short Note ลงไป กลับขึ้นมาอ่านก็ได้ หรือไม่ก็หยิบโพสต์อิทที่แปะไว้ตามหน้าหนังสือมาอ่านดู เพื่อทบทวนความรู้ที่ตัวเองได้เรียนไปแล้ว ควรฝึกเป็นประจำทุกวัน ทนเหนื่อยหน่อย เพื่ออนาคตของเรา
11.ตั้งใจเรียนในห้องให้มากๆ
เกรดเป็นสิ่งที่สำคัญในการสอบ Admission ครั้งนี้ เพราะใช้ถึง 20% เพราะฉะนั้นเราจะประมาทไม่ได้เลย ขยันเรียนในห้องให้มากๆ ตั้งใจส่งงาน ทำข้อสอบในโรงเรียน เกรดดีๆก็จะไม่หนีเราไปไหน...
วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
วันพ่อนานาชาติ
19 มีนาคม โบลิเวีย ฮอนดูรัส อิตาลี ลิกเตนสไตน์ แอนโดรา โปรตุเกส สเปน
5 พฤษภาคม โรมาเนีย
8 พฤษภาคม เกาหลีใต้
วันอาทิตย์แรกของเดือนมิถุนายน ลิทัวเนีย
5 มิถุนายน เดนมาร์ก
วันอาทิตย์ที่สองของเดือนมิถุนายน ออสเตรีย เบลเยี่ยม
วันอาทิตย์ที่สามของเดือนมิถุนายน อาร์เจนติน่า แอนทิกัว บาฮามัส บังกลาเทศ บัลแกเรีย แคนาดา ชิลี จีน โคลอมเบีย คอสตา ริก้า คิวบา ไซปรัส สาธารณรัฐเชก เอกวาดอร์ ฝรั่งเศส กาห์นา กรีซ กายอาน่าฮ่องกง ฮังการี อินเดีย ไอร์แลนด์ จาไมก้า ญี่ปุ่น มาเลเซีย มอลต้า มอริเชียส เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ ปากีสถาน ปานามา ปารากวัย เปรู ฟิลิปปินส์ เปอร์โตริโก เซนท์ วินเซนต์ แอนด์ เกรนาดีนส์ สิงคโปร์ สโลวาเกีย แอฟริกาใต้ ศรีลังกา สวิตเซอร์แลนด์ ทรินิแดด แอนด์ โทเบโก ตุรกี สหราชอาณาจักร ยูเครน สหรัฐอเมริกา เวเนซูเอล่า ซิมบับเว บาร์เบโดส
17 มิถุนายน เอลเซวาดอร์ กัวเตมาลา
21 มิถุนายน ซีเรีย เลบานอน
23 มิถุนายน นิคารากัว โปแลนด์ อูกันดา
วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมิถุนายน ไฮติ
วันอาทิตย์ที่สองของเดือนกรกฎาคม อูรุกวัย
วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนกรกฏาคม สาธารณรัฐโดมินิกัน
วันอาทิตย์ที่สองของเดือนสิงหาคม บราซิล
8 สิงหาคม ไต้หวัน
วันอาทิตย์แรกของเดือนกันยายน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์
วันอาทิตย์ที่สองของเดือนกันยายน ลัทเวีย
วันอาทิตย์แรกของเดือนตุลาคม ลักเซมเบิร์ก
วันอาทิตย์ที่สองของเดือนพฤศจิกายน เอสโทเนีย ฟินแลนด์ สวีเดน ไอซ์แลนด์
5 ธันวาคม ประเทศไทย
ทีนี้เรามาดูดีกว่าว่าแต่ละประเทศเค้ามีประเพณีอะไรในวันพ่อบ้าง?
ประเทศอาร์เจนติน่า
วันพ่อของประเทศอาร์เจนติน่าจะเฉลิมฉลองกันในวันอาทิตย์ที่สามของเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นวันที่บิดาแห่งอาร์เจนติน่า "โจเซ่ เดอ ซาน มาร์ติน" ได้เป็นพ่อ
ไต้หวัน
ในไต้หวัน วันพ่อไม่ได้เป็นวันหยุดพิเศษ แต่หากลองสังเกตในวงกว้างแล้ว ในวันที่ 8 สิงหาคม ก็คือวันที่ 8 เดือน 8 ของปี ในภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) เลข 8 จะออกเสียงว่า "ปา" ซึ่งเสียงนั้นก็จะไปพ้องกับคำว่า ปา ที่แปลว่า "พ่อ" (ปาป๊านั่นเองค่ะ) ดังนั้น ชาวไต้หวันจึงนิยมเรียกวันที่ 8 สิงหาคมว่า "ปาป๊า เดย์ (วันพ่อ)"
เยอรมนี
วันพ่อในเยอรมนีไม่ได้มีการเฉลิมฉลองเหมือนกับวันพ่อในประเทศทางตะวันตกประเทศอื่น และที่นี่ไม่ได้เรียกวันพ่อว่าวันพ่อแต่มีคำอื่นที่มีความหมายเดียวกันใช้เรียกแทน
Vatertag มักนิยมเฉลิมฉลองกันใน Ascension Day (วันที่ 40 หลังวันอีสเตอร์ เป็นวันที่พระเยซูเสด็จขึ้นสวรรค์) และถือเป็นวันหยุดประจำชาติ บางทีก็เรียกกันว่า Men's day หรือ Gentlemen's day (Männertag,Herrentag) จะมีประเพณีที่ผู้ชายเท่านั้นต้องทำ คือ ประเพณีเข็นรถขึ้นภูเขา และในรถจะบรรจุไวน์หรือเบียร์ (ขึ้นอยู่กับแต่ละท้องถิ่น)
...ประเพณีวันพ่อของแต่ละท้องถิ่น แต่ละประเทศ ก็แตกต่างกันไป แต่สิ่งสำคัญ คือ วันพ่อก็ถือเป็นวันสำคัญสำหรับเราและพ่อ ที่จะได้แสดงออกถึงความรัก ความห่วงใยที่มีต่อกัน...
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
บริหารสมองด้วยวิธีง่ายๆ
1.อาหารเพิ่มความจำ อยู่ในอาหารกลุ่มวิตามินบี เช่น นมพร่องมันเนย กล้วย ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วต่าง ๆ ผัก ผลไม้ ช่วยป้องกันสมองเสื่อม ความจำเลอะเลือน
- กลุ่มธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ อาหารทะเล มีผลต่อไอคิว ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้าย ซึ่งเกี่ยวกับระบบการคิด
- ไข่แดง ตับ ถั่วลิสง เนยถั่ว บำรุงเซลล์สมอง
- ปลาที่มีโอเมก้า 3 อาทิ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาแมคคอเรล ช่วยป้องกันความจำเสื่อม
2.ออกกำลังเพิ่มความจำ การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ควรออกกำลังกายให้หลากหลายประเภท เพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ของสมองจากการฝึกฝนทักษะใหม่ ๆ เช่น การเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก หรือว่ายน้ำ เป็นต้น
3.นอนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง เซลล์ประสาทจะสื่อสารกันได้มากขึ้น ส่งผลต่อการเรียนรู้และความจำ4.บริหารสมอง อาทิ การเล่นหมากรุก หมากล้อม เล่นเกมคอร์สเวิร์ด ฯลฯ ซึ่งต้องใช้ความคิด เซลล์สมองจะเจริญเติบโตมากขึ้น ความสามารถในการจำก็จะดีขึ้นด้วย
วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2551
10 อันดับ อาหารอันตราย (ตอนจบ)
7.ชิ้นไก่เนื้อนุ่มไม่มีกระดูก ทำมาจากชิ้นส่วนของไก่ที่ไม่ใช้แล้ว น้อยมากที่จะทำมาจากเนื้อขาวจริงๆการรับประทานต่อครั้งโดยทั่วไป จะให้พลังงาน 340 แคลอรี่ 50% เป็นไขมันมีแป้งขนมปังผสมอยู่มาก จึงมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูง มีการเติมสารปรุงรส (MSG=Monosodium Glutamate) ทำให้ปวดศีรษะ
8.ไอศครีม มีไขมันอยู่สูงมาก (ขนาดปกติ 4 ออนซ์) มีไขมันเกินกว่า 50% ของไขมันที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีคาร์โบไฮเดรตอยู่มาก เกือบ 40% ของคาร์โบไฮเดรตที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวันมีน้ำตาลอยู่มาก ทำให้มีความกระหายน้ำตาลมากยิ่งขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น
9.โดนัท โดยเฉลี่ยแล้ว จะให้พลังงานประมาณ 300 แคลอรี่ ในโดนัทหนึ่งชิ้นมีแป้งคาร์โบไฮเดรตอยู่มากกว่า 50% ของที่แนะนำให้บริโภคต่อครั้งต่อวัน มีเกลือโซเดียมอยู่สูงมาก ทำให้ร่างกายขาดน้ำได้10.โปเตโต้ชิพ อาหารขบเคี้ยว การทอดโปเตโต้ชิพจะทอดกันที่อุณหภูมิสูงทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์ (Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
ขอบคุณที่มาจาก : http://www.eqplusonline.com/webboard.detail.php?topic=2165
วันอังคารที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2551
10 อันดับ อาหารอันตราย (ตอน1)
2.ฮอทด็อก ฮอทด็อกทำมาจากเนื้อส่วนที่เหลือที่แย่ที่สุดจากโรงฆ่าสัตว์ เนื้อส่วนใดที่ขายเป็นส่วนของมันไม่ได้แล้วจะกองอยู่ที่พื้น และนำมาบดทำเป็นเบอร์เกอร์ รวมทั้งกีบ กระดูก จมูก สันจมูก หู เล็บและส่วนอื่นๆของมัน เพราะว่าฮอทด็อกทั้งหมดทำมาจากสัตว์ จึงสามารถขึ้นป้ายว่า เนื้อวัวแท้ (Pure beef) หรือ ทำจากไก่งวงแท้ 100%
3.เฟรนช์ฟราย เป็นอาหารที่มี “ความเป็นพิษสูง”การทอดเฟร้นช์ฟราย จะทอดกันที่อุณหภูมิสูง ทำให้มีสารเคมีอะคริลิไมด์(Acrylimides) ออกมา ซึ่งรู้จักกันดีว่า เป็นสารก่อโรคมะเร็งและทำลายประสาท
4.โอริโอ้ คุกกี้ ที่เด่นชัดมากก็คือ ส่วนของน้ำตาลมีอยู่สูงถึง 23 กรัมเลยทีเดียว ช็อกโกเล็ตนั้นเป็นสารอาหารรายการสุดท้าย นั่นหมายความว่า มีช็อคโกเล็ตประกอบอยู่น้อยมาก น้ำตาลปริมาณสูง ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและเกิดริ้วรอยได้เร็วยิ่งขึ้น
5.พิซซ่า พิซซ่าในเชิงทางการค้าจะประกอบไปด้วยอาหารที่มาจากการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม 5 ชนิด-. เนยแท้ (cheese) เพียง 10% เท่านั้น
-. แป้งที่ผ่านการปรุงแต่งให้ขาวที่ได้ทำการฟอกสี ทำให้วิตามินและเกลือแร่ออกไปแล้ว แต่ได้ทำการเติมเกลือแร่สังเคราะห์ตามจำนวนโมเลกุลที่มันเคยมีอยู่เข้าไปใหม่
-ซอสมะเขือเทศ ทำด้วยสารที่คล้ายมะเขือเทศที่สร้างยาฆ่าแมลงของมันขึ้นมาได้เอง ในร่างกายของท่าน
-แป้งสาลีที่นำมาใช้เป็นแป้งชนิดที่มีการตัดแต่งทางพันธุ์กรรม -มีน้ำมันฝ้ายประกอบอยู่ด้วย ฝ้ายไม่ได้จัดเป็นพืชพวกอาหาร มันผ่านการสเปรย์ด้วยยาฆ่าแมลงที่ชาวไร่ใช้
...ไว้จะมาต่ออีก5ชนิดนะคะ...
วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2551
อาหารมื้อเช้าของชาวเอเชีย
อาหารเช้าในแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมนั้นจะมี ข้าว อาหารทะเล และของดองต่างๆเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากอาหารมื้ออื่นๆสักเท่าไหร่นัก สิ่งหนึ่งที่พิเศษออกไปคือ นัตโต หรือถั่วหมักชนิดหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งนิยมรับประทานเป็นอาหารเช้า อาหารเช้าที่ทางร้านอาหารมักจะนำเสนอก็คือ ซุปเต้าเจี้ยว (มิโสะซุป) ข้าวสวยกับสาหร่าย หรือเครื่องเคียงอื่นๆ และด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดมาตรฐานใหม่ๆในการเสิร์ฟอาหารเช้าของโรงแรมโดยนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ว่าจะต้องเสิร์ฟอาหารชุดประมาณนี้ และก็เป็นเรื่องปกติที่ชาวญี่ปุ่นจะนำเอาอาหารที่เหลือจากเมื่อวานมารับประทานเป็นข้าวเช้า อย่างไรก็ตาม อาหารเช้าสไตล์ตะวันตก อย่างขนมปังปิ้งกับไข่ดาว ก็นิยมรับประทานเป็นอาหารเช้าด้วยเช่นกัน และในขณะนี้ อาหารจำพวกซีเรียลก็กำลังเป็นที่นิยมอยู่ ส่วนเครื่องดื่มนั้น ในแบบดั้งเดิมจะนิยมดื่มชาเขียว แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการหันมาดื่มกาแฟกันแล้ว
อาหารเช้าแบบชาวเกาหลี
อาหารเช้าของชาวเกาหลีมักมีข้าว ซุป ผักปรุงรสต่างๆ กิมจิ (ผักดองเกาหลี) และปลาหรือเนื้อย่าง เป็นหลัก ในอดีตอาหารเช้าจะไม่แตกต่างจากอาหารมื้ออื่นๆมากนัก แต่จะต่างตรงที่จำนวนจาน (ใส่กับข้าว) ที่น้อยกว่าเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน ผู้คนหันมารับประทานอาหารสไตล์ตะวันตกกันมากขึ้น เหมือนอย่างที่รับประทานกันในประเทศสหรัฐอเมริกา















