วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2552

8 ของเย็นคลายร้อน

ดื่มน้ำเย็น ต้องเย็นแบบเป็นไอระเหยลอยขึ้นมาเลยนะ ดื่มแล้วสัมผัสได้ถึงความเย็นที่ไหลผ่านลำคอลงไปถึงกระเพาะอาหาร เย็นสะท้านไปถึงไขสันหลัง หนาวสั่นจนขนลุกเกรียว เย็นราวกับมีลมหนาวจากขั้วโลกพักผ่านผิวกาย ผมปลิวสยายเหมือนเล่นมิวสิค เย็นเวอร์ เย็นจริง ดับร้อนได้แน่ๆ

อาบน้ำเย็น อย่าไปแคร์ว่าเป็นผู้ใหญ่ต้องอาบน้ำร้อนมาก่อน เพราะเรายังเด็กละอ่อนต้องอาบน้ำเย็นเข้าไว้ เย็นกว่าน้ำตกเหวนรก อาบแล้วผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทองสุก (สำนวนเชยจัง) ควรอาบด้วยฝักบัวเพื่อประหยัดน้ำไว้อาบชาติหน้า หรือแช่อ่างจากุชชีน้ำแร่ใส่น้ำแข็ง โรยกลีบกุหลาบเล็กน้อย เพื่ออะไรไม่ทราบ ช่างมัน! อา...เย็นสดชื่น

แป้งเย็น เย็นจัดไม่แสบร้อน หอมกรุ่นไม่ฉุนกึก ทาแล้วกระชับรูขุมขน จะได้ไม่คายเหงื่อให้ตัวเหนียวเหนอะหนะ เย็นราวกับไม่ได้สวมเสื้อผ้ายืนท้าลมร้อน เย็นพ่วงไวเทนนิ่งทาแล้วขาวกระจ่างใส เย็นซันบล็อกทากันแสง UV ได้ด้วย แนะนำว่าควรชโลมผิวกายด้วยน้ำเย็นในข้อแรกก่อนทาแป้งเย็นจะได้ผลดีเกินคาด

อยู่ที่เย็น ไม่ต้องลำบากไปนอนในตู้เย็นเพราะจะเปลืองไฟ ไม่ต้องเปิดแอร์เร่งภาวะโลกร้อน แต่เราจะเย็นด้วยธรรมชาติ เย็นแบบอโรมา เย็นยิ่งกว่าไปบำบัดที่สปา ด้วยการขุดรูอยู่ ใต้ดินนี้หนา...เย็นนักแล สังเกตมาจากน้องหมาที่บ้านชอบขุดรูนอนโคนต้นไม้ - -' ไม่สงวนลิขสิทธิ์ น้องหมาบอกลอกเลียนได้ไม่อั้น แต่จะให้ช่วยขุดไม่มีทาง ตัวใครตัวมันงานนี้

กินของเย็น ไม่ต้องลำบากหาดินโป่งกิน เพราะเราไม่ใช่ช้าง หาอะไรก็ได้ที่ให้ความเย็นแก่ร่างกาย ดับร้อนจากภายนอกสู่ภายใน อาทิ มะพร้าวอ่อนที่มีสรรพคุณเป็นของเย็น น้ำแข็ง หมี่เย็น ไอศกรีมเย็นๆ นมเย็น ข้าวเย็น เย็นตาโฟ

ฟังเพลงเย็น "แดดรอนๆ เมื่อทินกรจะลับเหลี่ยมเมฆา ทอแสงเรืองอร่ามจับงามตา ในนภาสลับจับอัมพร..." เพลงยามเย็น ในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (แล้วงี้จะไม่เย็นได้ไง)... ฟังเพลงที่ให้ความรู้สึกเย็นชุ่มฉ่ำหัวใจ อาทิ เพลงหวานเย็น ของมายด์, เพลงชาเย็น ของบรรณ สุวรรณโณชิน, เพลงผีโรงเย็น ของปู พงสิทธิ์, เพลงสาวรามยามเย็น ของบิว กัลยาณี, เพลงเช้า-เย็น ของ August Band เป็นต้น

เดินเล่นตอนเย็น ร้อนนักกลางวี่กลางวันก็อย่าไปไหน เร้นกายอยู่ในบ้าน งานการไม่ต้องทำ เรียนพิเศษไม่ต้องไป (จะดีเหรอ) รอให้ถึงเวลาเย็นย่ำตะวันรอน ค่อยเยื้องย่างยุรยาตรออกมาสัญจรข้างนอก (แหมศัพท์แสงเค้าน่าดูชม) ถ้ามันร้อนจัดจนพาลให้หงุดหงิดก็นั่งนอนอยู่บ้านแล้วกัน ดื่มน้ำเย็น อาบน้ำเย็น กินของเย็น ทาแป้งเย็น อยู่ที่เย็น และฟังเพลงเย็นๆ ไปเพลินๆ

สงบเยือกเย็น ว่ากันว่า... อากาศร้อนทำให้คนเป็นบ้า (เหรอ?) ไม่ร้อนคนก็บ้านะ เช่นคนเขียนเป็นต้น 55+ ร้อนแค่ไหนก็อย่าไปจริงจังกับมันมาก นิ่งเข้าไว้ สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้ ใจร่มๆ เย็นๆ เป็นสุข ใครมาอารมณ์เสียใส่ก็ยิ้มรับไว้ด้วยใจเย็น (แล้วแอบด่ามันในใจอย่าให้ใครรู้) ใครมาร้อนใส่ก็ใช้คำพูดเยือกเย็นตอบโต้ สงบ สะอาด สว่าง จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว สาธุ!!!

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็ว

วันนี้เกร็ดความรู้มี 10 พฤติกรรมที่ทำให้สมองฝ่อเร็วมาบอกกัน...

1. ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี่จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม

2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น

3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคสมองฝ่อและโรคอัลไซเมอร์

4. ทานของหวานมากเกินไป จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง

5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง

6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน การอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้

7. นอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว

9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ

10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง

รู้อย่างนี้แล้วก็หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่กล่าวมาจะดีกว่า เพื่อจะได้มีสมองที่ดี...

วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Valentine's Day

ประวัติวันวาเลนไทน์


วาเลนไทน์ (Valentine) คือวันที่ระลึกถึง นักบุญเซนต์วาเลนไทน์ (Saint Valentine) ผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตา ความรัก และความปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง แต่สุดท้ายเขาต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือเมื่อประมาณ 1,728 ปีล่วงเลยมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคสมัยของจักรวรรดิโรมันที่ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ซํ้าร้ายภายใต้การปกครองของกษัตริย์ "คลอดิอุสที่ 2" ผู้ออกกฎหมายบีบบังคับให้ประชาชนเลิกนับถือ และห้ามให้มีแต่งงานของพวกคริสเตียนเกิดขึ้น แต่ยังคงมีผู้นำคริสเตียนคนหนึ่งชื่อ "วาเลนตินัส" หรือที่ได้รับการยกย่องเป็น เซนต์วาเลนไทน์ ในภายหลัง คอยลักลอบแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและรับโทษทรมานแสนสาหัสอยู่ในคุก
ในขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอด ซึ่งเธอเป็นลูกสาวของผู้คุมในคุก ด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ เมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงหูกษัตริย์คลอดิอุสที่ 2 พระองค์จึงสั่งให้ลงโทษ วาเลนตินัส ด้วยการโบยและนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ในคืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกนำไปประหารนั้น ได้เขียนจดหมายสั้น ๆ เป็นการอำลาส่งไปให้หญิงคนรักของเขา โดยลงท้ายในจดหมายว่า "...จากวาเลนไทน์ของเธอ (Love From Your Valentine)"

ต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจในความรักของเขา ยึดถือเอาวันที่14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น "วันแห่งความรัก" Saint Valentine's Day หรือ Valentine'sDay และได้นิยมแพร่หลายไปทั่วยุโรป อเมริกา รวมทั้งในทวีปเอเชียด้วย

ของขวัญวันวาเลนไทน์ ของขวัญที่นิยม ของขวัญแทนใจวันแห่งความรัก

รูปสวย น่ารัก glitter emoticon www.yenta4.com

ดอกไม้ ให้ความหมายของการบอกรักได้ดีที่สุด ที่ฮิตสุดเห็นจะเป็น
- กุหลาบแดง หมายถึง ความรักและความปรารถนา เป็นดอกไม้ของกามเทพ เป็นสิ่งนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับ
- กุหลาบขาว หมายถึง ความมีเสน่ห์ ความบริสุทธิ์ ความเงียบสงบ และนำโชคมาสู่ผู้หญิงที่ได้รับเช่นเดียวกับดอกกุหลาบแดง
- กุหลาบสีชมพู หมายถึง ความรักที่มีความสุขอย่างสมบูรณ์ที่สุด
- กุหลาบสีเหลืองหรือสีส้ม หมายถึง ความรักร้อนแรงและยาวนาน ไม่จืดจาง หวานชื่น และมีความสุข
- กุหลาบตูม หมายถึง ความรักและความเยาว์วัย
- กุหลาบบาน หมายถึง ความรักที่กำลังเบ่งบาน ความอ่อนหวาน สดชื่น สําหรับคนที่อยากได้อะไรแตกต่างยังมีดอกอื่นๆ อาทิ
- ดอกคาร์เนชั่นสีแดง หมายถึง รักอย่างสุดซึ้ง
- ดอกลิลลี่สีขาว หมายถึง ความโรแมนติก อ่อนหวานระหว่างคุณและคนรัก
- ดอกทิวลิปสีแแดง หมายถึง ความรักที่จะร่วมฟันฝ่าไปด้วยกัน
- ดอกไวโอเล็ต ที่แทนความหมายของการให้รักตอบแทน
ช็อกโกแลต นักจิตวิทยาหลายคนเชื่อว่า ช็อกโกแลตเป็นตัวช่วยเสริมอารมณ์รัก และรสชาติความหวานก็เป็นสิ่งที่แทนความรู้สึกวันแห่งความรักได้อย่างดี และยังมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่าในช็อกโกแลตมีสารช่วยกระตุ้นสมองโดยออกฤทธิ์คล้าย แอมเฟตามีน เป็นตัวเบิกทางความรู้สึกลึกๆแห่งรักได้ดี
การ์ด อันนี้เป็นของจําเป็นควบคู่ไปกับดอกไม้ และช็อกโกแลต เลือกตามแบบที่ชอบ เขียนความในใจตามแบบที่อยากให้คนที่ได้รับอ่านแล้วเข้าใจในทันที แถมหาซื้อไม่ยากด้วย

ตุ๊กตา เป็นสิ่งที่ให้กันได้ทุกเทศกาลอยู่แล้ว แต่พิเศษสําหรับวันแห่งความรักคงต้องเลือกสรรให้น่ารัก น่าประทับใจแทนความหมายได้ทุกอารมณ์แล้วแต่คุณจะหยิบแบบไหน
เทียนหอม มาแรงในหมู่หนุ่มสาวชาวไทย ที่สื่อได้ทั้งความหมายจากรูปทรงหัวใจ และให้กลิ่นหอมชวนหลงใหลตามแต่ใครจะเลือกได้ถูกใจอีกฝ่ายแค่ไหน
มื้อค่ำ ขาดไม่ได้เลยสำหรับมื้อพิเศษในวันแห่งความรัก ไม่ว่าจะเป็นสถานที่แบบไหน ในบ้าน ร้านอาหาร หรือริมทะเล แต่ขอให้มีแต่คุณและคนรักไปกันสองคนก็แล้วกัน



วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552

เคล็ดลับการถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์

บางคนคงต้องเกิดอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า หรืออาการทางสายตาอื่นๆ กันบ้าง ปัจจุบันอาการทางสายตาที่เกิดจากการใช้คอมพิวเตอร์มีเพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่า ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จำนวนมากกว่า 50% มีอาการปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า และปวดศีรษะ รวมทั้งมีอาการอื่นๆ เช่น ปวดเหมื่อยคอและหลัง ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์มากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน และยังมีตัวแปรอีกหลายประการที่ทำร้ายสายตาของเรา เช่น ชนิดของจอคอมพิวเตอร์ แสงสะท้อนจากจอคอมพิวเตอร์ ความสว่างของห้อง ท่านั่ง ฯลฯ

เคล็ดลับเพื่อถนอมดวงตาเวลาใช้คอมพิวเตอร์

1. กะพริบตาให้ถี่ขึ้น อาการตาแห้ง เกิดจากการที่เรากะพริบตาน้อยลง เนื่องจากมีสมาธิขณะทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ อัตราการกะพริบตาจะลดลงจาก 20 - 22 ครั้งต่อนาที เหลือเพียง 6 - 8 ครั้งต่อนาที ถ้าไม่อยากตาแห้ง ควรจะกะพริบตาให้ถี่ขึ้น หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น

2. จัดวางคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ให้บริเวณหน้าต่างอยู่ทางด้านข้างของจอคอมพิวเตอร์ เพื่อลดแสงตกสะท้อนบนหน้าจอ ควรจัดให้มีระยะห่างระหว่างจอภาพกับตัวเราประมาณ 50 - 70 ซ.ม. จัดระดับจอภาพจากจุดศูนย์กลางของจอคอมพิวเตอร์ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 4 - 9 นิ้ว ไม่ควรให้จอภาพอยู่สูงหรือต่ำเกินไป

3. ปรับความสว่างของห้อง ควรปิดไฟบางดวงที่ทำการรบกวนการทำงาน เพราะปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากความสว่างที่มากเกินไป ถ้ามีแสงจ้าจากหน้าต่าง ควรใช้มูลี่เพื่อปรับแสงให้ผ่านได้เพียงบางส่วน และไม่เข้าตาโดยตรง หลีกเลี่ยงการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีผิวสะท้อน เช่น โต๊ะสีขาว ควรใช้วัสดุที่มีผิวด้าน ที่สะท้อนแสงไม่มากจะดีกว่า


4. เลือกใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่ เวลาพิมพ์งาน ควรเลือกใช้ขนาดของตัวอักษรที่ใหญ่พอ และปรับความเข้มของตัวอักษรให้มากขึ้น ซึ่งขนาดตัวอักษรและความเข้มที่เหมาะสมจะสังเกตได้จากการที่เราอ่านตัวอักษรได้ในระยะห่างเป็น 3 เท่าของระยะที่นั่งทำงาน หรือเลือกใช้จอคอมพวิเตอร์ชนิด LCD (จอแบน) ซึ่งจะช่วยถนอนสายตาได้ดีกว่าจอแบบเก่า (CRT)

5. เลือกใช้แว่นที่เหมาะสมกับการใช้คอมพิวเตอร์ ควรเลือกใช้เลนส์สีเขียวอ่อน ที่ช่วยให้สบายตาภายใต้แสงจากหลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนต์ และเพื่อลดแสงสะท้อนจากจอภาพ โดยเลือกแว่นตาที่มีกำลังขยายสำหรับระยะ 50 - 70 ซ.ม. (ระยะกลาง) ซึ่งค่ากำลังของเลนส์ดังกล่าวจะแตกต่างจากเลนส์อ่านหนังสือ หรือเลนส์มองใกล้ทั่วไป

6. พักสายตา ทุกๆ ชั่วโมง ควรเปลี่ยนอิริยาบถ หรือลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายบ้าง เพื่อพักสายตาและป้องกันอาการปวดเมื่อยจากการใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2552

ต้นกำเนิดวันครูของประเทศไทย

วันครูที่ประเทศไทยจัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 ซึ่งในปี พ.ศ. 2499 จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้กล่าวคำปราศรัยในที่ประชุมสามัญคุรุสภาประจำปีว่า

"ที่อยากเสนอในตอนนี้ก็คือว่า... เนื่องจากผู้เป็นครูมีบุญคุณ เป็นผู้ให้แสงสว่างในชีวิตของเราทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิด ว่าวันครูควรมีสักวันหนึ่งสำหรับให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายได้แสดงความเคารพ สักการะต่อบรรดาครูผู้มีพระคุณทั้งหลาย เพราะเหตุว่าสำหรับคนทั่วไป ถ้าถึงวันตรุษ วันสงกรานต์ เราก็นำเอาอัฐิของผู้มีพระคุณบังเกิดเกล้ามาทำบุญ ทำทาน คนที่สองรองลงไปก็คือครูผู้เสียสละ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าคิดว่าในโอกาสนี้จะขอฝากที่ประชุมไว้ด้วย ลองปรึกษาหารือกันในหลักการ ทุกคนคงจะไม่ขัดข้อง"

จากแนวความคิดนี้ กอปรกับความเห็นของครูที่แสดงออกทางสื่อมวลชนและอื่นๆ ต่างเรียกร้องให้มีวันครูเพื่อให้เป็นวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละ ประกอบคุณงามความดี เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมากในปีเดียวกันที่ประชุมคุรุสภาสามัญประจำปีจึงได้พิจารณาเรื่องนี้และมีมติเห็นควรให้มีวันครูเพื่อเสนอคณะกรรมการอำนวยการต่อไป โดยได้เสนอหลักการว่า เพื่อจะได้ประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูและเพื่อส่งเสริม ความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน

การจัดงานวันครูได้จัดเป็นครั้งแรกเมื่อ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้นักเรียนและครูหยุดในวันดังกล่าวได้ ในส่วนกลางใช้สถานที่ของกรีฑาสถานแห่งชาติเป็นที่จัดงานวันครูนี้ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูไว้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์ที่สำคัญคือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างเป็นถาวรวัตถุ

สำหรับวันครูโลก ทางยูเนสโกได้กำหนดให้วันที่ ๕ ตุลาคมของทุกปีเป็นวันครูโลก ประเทศไทยได้เริ่มจัดครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘ สำหรับต่างประเทศ แต่ละที่ก็มีการกำหนดวันครูเช่นเดียวกันนะคะ มีทั้งกำหนดว่าเป็นวันหยุด และไม่เป็นวันหยุด มีที่ไหน อย่างไรบ้าง ไปดูกันเลย...

ประเทศที่มีวันครูที่ไม่ใช่วันหยุด

อินเดีย
วันที่ 5 กันยายน
มาเลเซีย

วันที่ 16 พฤษภาคม
ตุรกี
วันที่ 24 พฤศจิกายน

ประเทศที่มีวันครูเป็นวันหยุด
แอลเบเนีย
วันที่ 7 มีนาคม
จีน
วันที่ 10 กันยายน
สาธารณรัฐเช็ก
วันที่ 28 มีนาคม
อิหร่าน
วันที่ 2 พฤษภาคม
ละตินอเมริกา
วันที่ 11 กันยายน
โปแลนด์

วันที่ 14 ตุลาคม
รัสเซีย

วันที่ 5 ตุลาคม
สิงคโปร์

วันที่ 1 กันยายน
สโลวีเนีย
วันที่ 28 มีนาคม
เกาหลีใต้

วันที่ 15 พฤษภาคม
ไต้หวัน
วันที่ 28 กันยายน
สหรัฐอเมริกา
วันอังคารในสัปดาห์แรกที่เต็ม 7 วันในเดือนพฤษภาคม
เวียดนาม
วันที่ 20 พฤศจิกายน

...อย่าลืมแสดงความเคารพคุณครูกันเยอะๆนะคะ...

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552

...Happy New Year 2009...

วันอาทิตย์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2551

วิธีรับมือกับ GAT และ PAT

1.ตารางอ่านหนังสือ
แนะนำให้ทำไว้กันแล้ว ได้เวลาที่จะต้องใช้มันจริงๆแล้วล่ะ ให้เราหาหนังสือที่จำเป็นกับการสอบ แล้วคิดว่า เราจะได้ความรู้จากมันอย่างเต็มที่จริงๆ ส่วนเล่มอื่นเก็บเข้ากรุ เตรียมเอาไปให้รุ่นน้องได้เลย ให้บวกจำนวนหน้าหนังสือทุกเล่ม [ย้ำว่าทุกเล่มที่เราคัดมาแล้วว่าจะอ่าน] จากนั้นก็หารด้วยจำนวนวันที่เหลือ เพื่อหาจำนวนหน้าเฉลี่ยที่จะต้องอ่านให้ได้ภายใน 1 วัน จากนั้นก็ลงมืออ่านได้เลย
2.ทำข้อสอบเก่าเยอะๆ
เป็นสิ่งสำคัญมากๆ หากเราอ่านหนังสืออย่างเดียว โดยไม่ที่ไม่ทำโจทย์ เราก็จะขาดทักษะในการคิดวิเคราะห์ข้อสอบ ไม่รู้จุดหลอก จุดตายในข้อสอบ เวลาสอบอาจจะทำให้เราตายสนิทได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ข้อสอบเก่าๆสำคัญมากๆ หาโหลดได้ตามเว็บไซต์ หรือไม่ก็ซื้อตามร้านขายหนังสือก็ได้ ที่แนะนำก็คือ อย่างน้อยต้อง 10 พ.ศ.ขึ้นไปนะ
3.Short Note
การอ่านหนังสือโดยไม่จดอะไรเลย เหมือนกับการอ่านเชิงรุกอย่างเดียว เพราะฉะนั้น อีกมือหนึ่งควรจดสาระสำคัญไปด้วย เราจะได้ไม่ต้องเมื่อมาเปิดดูในหนังสือใหม่อีกรอบ

4.เรียนกวดวิชา [ในบางกรณี]
ช่วงนี้ใครมีเงินก็คงจะต้องเฮโลไปเรียนกวดวิชากันหมดแหละ ซึ่งจะบอกว่าแพงเอามากๆ แต่ก็คุ้ม ถ้าเรียนแล้วรู้เรื่อง[การศึกษาคือการลงทุนระยะยาวครับ] กวดวิชาแต่ละที่ย่อมมีดีแตกต่างกัน เพราะฉะนั้น พูดได้คำเดียวว่า ต้องตั้งใจเรียนเท่านั้น มีการบ้านก็ต้องทำ เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาได้รวดเร็ว คนที่อยากเรียน ช่วงนี้น่าจะเรียนคอร์สเอนทรานซ์ได้แล้วนะ
5.ติดตามข่าวสาร
อย่างที่รู้กัน การสอบครั้งนี้เป็นระบบใหม่ เพราะฉะนั้นการติดตามข่าวสารถือว่าสำคัญมากๆ ไม่งั้นเราอาจจะพลาดสิ่งสำคัญบางสิ่งไปโดยที่ไม่รู้ตัว อย่าลืมตามข่าวกันด้วยนะ
6.ยกเลิกการเล่นเกม อินเทอร์เนตไปได้เลย
ตอนนี้เป็นช่วงของการเตรียมตัวสอบแบบเต็มรูปแบบแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้เราอ่านหนังสือไม่ได้ เลิกได้ก็คงต้องเลิกแล้วหล่ะ อินเทอร์เนตคงเปิดได้เฉพาะช่วงทำรายงานเท่านั้น [ฟังดูโหดร้ายดีจัง]

7.เสียสละความสุขส่วนตัว
ดูหนัง ฟังเพลง ไปเที่ยวกับเพื่อน อาจจะต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน เพื่อให้เวลาเราได้อ่านหนังสืออย่างเต็มที่ ถ้าใครขาดไม่ได้ ก็ลดการเที่ยวเล่นให้น้อยลงก็พอ
8.อย่าเรียนพิเศษเพลิน อย่าลืมว่ามีอีกหลายวิชาที่ต้องอ่าน
อย่าเสียเวลาไปกับการเรียนกวดวิชาเพียงวิชาเดียว อย่าลงคอร์สที่ใกล้จะสอบเกินไป เพราะจะทำให้เรามีเวลาอ่านวิชาอื่นน้อยลง อย่าคิดว่า ลงเรียนทุกวิชาแล้วมันจะได้ผล เพราะอาจจะทำได้ไม่ดีทั้งหมด ร่ายกายเราจะล้าเกินไป
9.ผลัดกันติวกับเพื่อน
เราจะได้ทราบความคิดเห็นที่แตกต่างของเพื่อนเรา บางทีเพื่อนอาจจะรู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ เราจะได้ไม่ไปพลาดในห้องสอบไงล่ะครับ อาจจะมีวันพิเศษ พลัดกันติวภายในห้องก็ได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ดีมากๆเลย
10.หมั่นทบทวนความรู้อยู่เสมอ
ว่างๆก็อาจจะนำวิชาที่ตัวเอง Short Note ลงไป กลับขึ้นมาอ่านก็ได้ หรือไม่ก็หยิบโพสต์อิทที่แปะไว้ตามหน้าหนังสือมาอ่านดู เพื่อทบทวนความรู้ที่ตัวเองได้เรียนไปแล้ว ควรฝึกเป็นประจำทุกวัน ทนเหนื่อยหน่อย เพื่ออนาคตของเรา

11.ตั้งใจเรียนในห้องให้มากๆ
เกรดเป็นสิ่งที่สำคัญในการสอบ Admission ครั้งนี้ เพราะใช้ถึง 20% เพราะฉะนั้นเราจะประมาทไม่ได้เลย ขยันเรียนในห้องให้มากๆ ตั้งใจส่งงาน ทำข้อสอบในโรงเรียน เกรดดีๆก็จะไม่หนีเราไปไหน...